เปิดตำนาน “บ้านเขียวขุนพิทักษ์บริหาร” บ้านเก่าแก่เป็นที่ร่ำลือสู่โลเคชั่นหนังสยองขวัญ(รายละเอียด)

31 มกราคม 2018 | ข่าวเด่น

เมื่อพูดถึงหนึ่งโลเคชั่นสุดหลอนในละคร “เงินปากผี” คงหนีไม่พ้น บ้านทรงไทย บ้านเก่าของขุนพิทักษ์บริหาร (พึ่ง มิลินทวนิช) นายแขวงเสนาใหญ่ (อำเภอผักไห่ในปัจจุบัน) ตัวบ้านออกแบบโดยได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเป็นสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 มีอายุเกินกว่า 100 ปี บ้านหลังนี้ถูกเรียกว่าบ้านเขียว เพราะมีความเกี่ยวข้องกับกิจการเดินเรือโดยสารที่เรียกว่า “เรือเขียว” ซึ่งเป็นกิจการของตระกูลท่านขุนพิทักษ์ นอกจากนี้ตัวบ้านยังทาสีเขียวให้ตรงกับวันเกิดเจ้าของบ้าน

ภายในบ้านมีป้ายแสดงรายละเอียดรูปแบบอาคารของเรือนไม้หลังนี้ไว้ว่า

ลักษณะบ้านเป็นบ้านทรงปั้นหยา 2 ชั้น ยกพื้นสูง ปลูกสร้างด้วยไม้สัก (บางส่วนเป็นตึก) ชาวบ้านเรียกกันว่าบ้านเขียว เพราะบ้านทาสีเขียวซึ่งตรงกับวันเกิดของขุนพิทักษ์บริหารที่เกิดวันพุธ หลังคามุงกระเบื้องสีน้ำตาลเข้ม สภาพภายในบ้านยังแข็งแรง แต่ภายนอกทรุดโทรม ประตูหน้าต่างมีลวดลายแกะสลัก ส่วนพื้นเป็นกระดานไม้สักแผ่นใหญ่ ชั้นล่างมีห้องโถงขนาดใหญ่จำนวน 1 ห้อง มีตู้ไม้สัก 3 หลัง ห้องเล็ก 2 ห้อง (ในห้องเล็กใกล้ระเบียงหลังบ้านมีตู้เหล็กนิรภัยสูงถึง 1 เมตร ปิดล็อกไว้) และห้องใต้บันได 1 หลัง ชั้นบนมีห้องโถง 1 ห้อง ห้องเล็ก 3 ห้อง และห้องซอยด้านหลังอีก 1 ห้อง ภายในห้องเล็กที่ใกล้กับทางลงแยกออกไปอีกเป็นห้องที่ใช้ประตูเดียวกับห้องแรก ภายในห้องแยกมีห่วงเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1 นิ้ว ตรึงอยู่กับพื้นมุมห้อง ใช้สำหรับล็อกโซ่ล่ามกำปั่นสมบัติ หน้าต่างและประตูใช้กลอนไม้แบบโบราณ ด้านหน้าที่สะพานไม้เชื่อมไปศาลาใหญ่ริมแม่น้ำ และเรือนพักคนใช้หลังเล็ก 1 หลัง

ตัวบ้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อย ด้วยสภาพบ้านที่ถูกปล่อยทิ้งรกร้างอยู่ในป่า จึงถูกจัดให้เป็นสถานที่ในเรื่องความน่ากลัวอันดันต้นๆ เมื่อนึกถึงสถานที่ที่ชวนสยองขวัญ นอกจากนี้หากขึ้นไปบริเวณชั้นสองของตัวบ้านยังจะได้พบกับรูปถ่ายของขุนพิทักษ์บริหารผู้เป็นเจ้าของบ้าน ที่ชาวบ้านในละแวกนี้นำไปตั้งบูชาเพื่อแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณของเจ้าของสถานที่

ประวัติบ้านเขียว

สมัยรัชกาลที่ ๕ ขุนพิทักษ์บริหาร (พึ่ง มิลินทวนิช) เป็นนายแขวงเสนาใหญ่ คือ อำเภอผักไห่ในปัจจุบัน (เคยเข้ารับใช้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ด้วย) ภรรยา คือ นางจ่าง มิลินทวนิช ขุนพิทักษ์ฯ เป็นเจ้าของกิจการเรือสองชั้นที่เรียกว่าเรือเขียว ซึ่งเป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่ (มีจำนวน 10 กว่าลำ) รับส่งผู้โดยสารระหว่างผักไห่-ท่าเตียน กรุงเทพฯ และผักไห่-ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ จึงทำให้การค้าขายบริเวณนี้ เจริญรุ่งเรือง (เมื่อมีการทำประตูทดน้ำในแม่น้ำเรือจึงไม่สามารถแล่นได้ ประกอบกับถนนหนทางเจริญขึ้นกิจการเดินเรือจึงเลิกไป)

Advertisement

บ้านขุนพิทักษ์บริหาร บ้านขุนพิทักษ์บริหาร บ้านขุนพิทักษ์บริหาร บ้านขุนพิทักษ์บริหาร
สมัยรัชกาลที่ ๕ ขุนพิทักษ์บริหาร (พึ่ง มิลินทวนิช) เป็นนายแขวงเสนาใหญ่ คือ อำเภอผักไห่ในปัจจุบัน (เคยเข้ารับใช้พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ด้วย) ภรรยา คือ นางจ่าง มิลินทวนิช ขุนพิทักษ์ฯ เป็นเจ้าของกิจการเรือสองชั้นที่เรียกว่าเรือเขียว ซึ่งเป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่ (มีจำนวน 10 กว่าลำ) รับส่งผู้โดยสารระหว่างผักไห่-ท่าเตียน กรุงเทพฯ และผักไห่-ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ จึงทำให้การค้าขายบริเวณนี้ เจริญรุ่งเรือง (เมื่อมีการทำประตูทดน้ำในแม่น้ำเรือจึงไม่สามารถแล่นได้ ประกอบกับถนนหนทางเจริญขึ้นกิจการเดินเรือจึงเลิกไป)

ตระกูลขุนพิทักษ์ฯ เป็นตระกูลใหญ่ ขุนพิทักษ์ฯมีบุตรทั้งหมด ๖ คน มีหลานอีกหลายคน บุตรคนโต คือ นางทองคำ มิลินทวนิช (นางทองคำมีบุตร ๓ คน) บุตรคนที่ ๒ คือ นางบุญมี บุตรคนที่ ๓ คือ นายโกย คนที่ ๔ คือหลวงมิลินทวนิช คนที่ ๕ นางวงศ์ ซึ่งเป็นภรรยาของหลวงพร้อมธีระพันธ์ ผู้บังคับการเรือหลวงธนบุรีเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และคนที่ ๖ นางยูร

คุณยายสมพร มิลินทวนิช อายุ ๗๘ ปี และคุณยายอุดมวรรณ มิลินทวนิชอายุ ๘๐ ปี สองพี่น้องซึ่งเป็นหลานสาว(หลานตา)ของขุนพิทักษ์ฯ แต่ใช้นามสกุลของตา (เป็นบุตรนายเติมกับนางทองคำโดยนางทองคำเป็นลูกสาวคนโตของขุนพิทักษ์) ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๕๖๓ ซอยลาดพร้าว ๑๓๐ แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ เล่าว่าขุนพิทักษ์ฯเกิดที่อำเภอพระนครศรีอยุธยา ส่วนภรรยา (นางจ่าง)เป็นคนอำเภอผักไห่

สมัยตนเป็นเด็กบ้านของตนเป็นแพอยู่ริมน้ำหน้าบ้านขุนพิทักษ์ฯ ตนผูกพันกับบ้านหลังนี้มาตั้งแต่เด็ก วิ่งขึ้นลงคลุกคลีกับคนในบ้านมาตลอด หลังจากยกให้หลวงแล้วตนกลับมาดูบ้านหลังนี้ทุกปี เนื่องจากมีที่นาและญาติพี่น้องอยู่ที่อยุธยา แต่หลายปีหลังนี่ไม่ได้มา บ้านของขุนพิทักษ์บริหารเป็นบ้านโบราณสมัยรัชกาลที่ ๕ อายุเกินกว่า ๑๐๐ ปี สถาปัตยกรรมเป็นบ้านไทยที่ได้รับอิทธิพลทางตะวันตก ซึ่งน่าสนใจมาก ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน้อย (ด้านหลังติดกับถนนในหมู่บ้าน ) หมู่ที่ ๒ ตำบลอมฤต อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (เดินทางจากตัวอำเภอผักไห่ไปทางทิศเหนือตามถนนลาดยาง เพียง ๓ กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าไปในบริเวณวัดอมฤต แล้วเลี้ยวซ้ายผ่านโรงสีเข้าไป)

บริเวณที่ตั้งมีเนื้อที่ทั้งหมด ๑ ไร่ ๗๒ ตารางวา ด้านหลังบ้านที่ติดกับถนนปักป้ายประกาศว่าเป็นที่ดินราชพัสดุของ กรมธนารักษ์ ลักษณะบ้านเป็นบ้านทรงปั้นหยาสองชั้นยกพื้นสูง ปลูกสร้างด้วยไม้สัก (บางส่วนเป็นตึก) ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “บ้านเขียว” (เพราะเดิมทาสีเขียวเนื่องจากขุนพิทักษ์เกิดวันพุธ) หลังคามุงกระเบื้องสีน้ำตาลเข้มสภาพภายใน ยังแข็งแรงแต่สภาพภายนอกทรุดโทรม ประตูหน้าต่างมีลวดลายแกะสลักอย่างประณีตบรรจง พื้นเป็นกระดานไม้สักแผ่นใหญ่ ชั้นล่างมีห้องโถงใหญ่ ๑ ห้อง (มีตู้ไม้สัก ๓ หลัง) ห้องเล็ก ๒ ห้อง (ในห้องเล็กใกล้ระเบียงหลังบ้าน มีตู้เหล็กนิรภัย สูงถึง ๑ เมตร ปิดล็อคไว้) และห้องใต้บันไดอีก ๑ ห้อง ส่วนชั้นบนมีห้องโถง ๑ ห้อง ห้องเล็ก ๓ ห้อง และห้องซอยด้านหลังอีก ๑ ห้อง ในห้องเล็กที่ใกล้กับทางลงมีห้องแยกออกไปอีก เป็นห้องที่ใช้ประตูเดียวกับห้องแรก ภายในห้องแยกมีห่วงเหล็กเส้นผ่าศูนย์กลางเหล็ก ๑ นิ้วตรึงอยู่กับพื้นมุมห้อง ใช้สำหรับล็อกโซ่ล่ามกำปั่นสมบัติ

หน้าต่างและประตูใช้กลอนไม้แบบโบราณ ด้านหน้ามีสะพานไม้เชื่อมไปที่ศาลาใหญ่ริมแม่น้ำ และเรือนพักคนรับใช้หลังเล็ก (นายฟื้น ผู้ดูแลบ้านคนสุดท้ายมีอาชีพทำขนมจีนขาย ได้เสียชีวิตที่เรือนหลังเล็กนี้ หลังจากนายฟื้นเสียชีวิต นางวาสน์ซึ่งเป็นภรรยานายฟื้นและเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ได้ย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา และไม่มีใครพบอีกเลย

ส่วนเรือนหลังใหญ่ไม่ปรากฏว่า เคยมีผู้เสียชีวิตในเรือน แม้แต่ขุนพิทักษ์ฯเมื่อชราภาพใกล้สิ้นอายุขัย ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯระยะหนึ่ง จึงเดินทางกลับบ้านทางเรือ และสิ้นชีวิตในเรือระหว่างเดินทาง) หลังจากขุนพิทักษ์ฯสิ้นชีวิตแล้ว ลูกหลานย้ายไปอยู่ภูมิลำเนาอื่น ส่วนใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ แม่จ่างภรรยาท่านขุนจึงได้ยกบ้านให้หลวง เป็นที่ราชพัสดุของกรมธนารักษ์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๕ โดยกระทรวงมหาดไทย ได้มอบเข็มชั้นเครื่องหมายทองประดับเพชรให้กับนางจ่างด้วย




error: Alert: Content is protected !!